เครื่องลายคราม

เครื่องลายครามเครื่องลายคราม หมายถึง เครื่องภาชนะกระเบื้องหรือเครื่องถ้วยชามเนื้อขาว ชนิดที่เขียนลายเป็นสีคราม มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ซึ่งเรียกว่าเครื่องกังไส ในปี พ.ศ. 1837 ได้นำช่างจีนเข้ามาผลิตเครื่องลายครามขึ้นในประเทศไทย จนเป็นที่นิยมแพร่หลายสามารถส่งไปจำหน่ายยังประเทศใกล้เคียงอีกด้วย เครื่องลายครามในความรู้สึกของคนไทยแล้ว ถือเป็นของเก่าแก่ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนใหม่แต่ละยุคแต่ละสมัย จวบจนปัจจุบันก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย เครื่องลายครามที่นิยมในทุกวันนี้ได้พัฒนามาจากเครื่องลายครามฝีมือของช่างจีนสมัยราชวงศ์เหม็งที่ผลิตมากในช่วงปี พ.ศ. 1911-2186 ลายที่เขียนมี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ลายต่างประเทศส่งตัวอย่างให้ เช่น ลายเทพพนม ลายนรสิงห์ของไทย นั่นเองค่ะ และแบบที่ 2 เป็ยนลายที่นักปราชญ์ชาวจีนเป็นผุ้คิดผูกลายขึ้น เพื่อแสดงถึงความมีสวัสดิมงคล สีที่ใช้เขียนเป็นสีใต้เคลือบ จีนใช้สีครามชนิดดีจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสีสวยงดงาม คงทนถาวร สีครามหรือสีน้ำเงินที่ใช้สำหรับเขียนเครื่องลายครามนี้ ได้จากสารโคบอลต์ออกไซด์ เมื่อนำมาเขียนบนผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาชนิดพอร์ซเลน ผลิตภัณฑ์จะถูกเผาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก คือ การเผาแบบเติมออกซิเจน จนถึงอุณหภูมิ 950 องศาเซลเซียสระยะที่สอง คือ การเผาโดยวิธีลดออกซิเจน จนอุณหภูมิถึง 1200 องศาเซลเซียส และสุดท้ายระยะที่สาม การเผาแบบเติมออกซิเจนจนถึงจุดสุกตัวของน้ำยาเคลือบ การเผาโดยวิธีลดออกซิเจนจะทำให้สีน้ำเงินหรือสีครามที่ได้ไม่คงที่สม่ำเสมอ อาจเป็นสีน้ำเงินอ่อน สีน้ำเงินอมม่วง ในสมัยหลังๆ เครื่องลายครามก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก มีโรงงานผลิตเครื่องลายครามเกิดขึ้น

21. June 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags:

untitled11เครื่องมือที่ใช้ในการไถนา ชาวบ้านในสมัยโบราณ ได้คิดทำเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพในกลุ่มของเกษตรกรรม การทำนาปลูกข้าวเป็นหนึ่งในอาชีพของชาวบ้านในชนบททั่วไป เกือบทุกครอบครัวจะมีการทำนาเพื่อให้ได้ข้าวไว้กินตลอดปี ที่เหลือ จากการสำรองไว้เพื่อครอบครัวแล้วก็นำออกจำหน่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่นบ้าง การทำนาในสมัยก่อนเป็น การทำเกษตรแบบพอมีพอกิน ดังนั้นเครื่องมือในการทำนาก็ได้ปะดิษฐ์คิดทำขึ้นใช้เอง ในบรรดาเครื่องมือในการประกอบอาชีพทั้งหลาย เครื่องมือที่ใช้ในการไถนา หรือคันไถ ก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่ง ใครเป็นคนคิดทำเป็นคนแรกไม่มีใครรู้ แต่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมา การสร้างเครื่องมือเหล่านี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องหาไม้เนื้อแข็งที่เหนียวและมีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นส่วนที่ต้องการทำ ซึ่งแต่ละชิ้นส่วนจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อรวมกันเป็นชุด จะประกอบด้วย หัวหมู หางยาม คันไถ แอก คราด แอกแอก ทำจากไม้เนื้อแข็งที่มีความโค้งงอเล็กน้อย เจาะรูข้างละ 2 รู เพื่อใส่ไม้เหลากลมข้างละ 2 ซี่ สำหรับครอบลงบนคอวัว ใช้ประโยชน์ในการบังคับวัวไม่ให้เดินออกนอกทาง และเป็นต้นแรงที่วัวจะลากคันไถ หางยาม หัวหมูให้พลิกดินที่ไถ  หัวหมู ผาน  หัวหมูทำจากไม้เนื้อแข็ง สามง่าม ด้านหน้ามีเดือยสำหรับไว้ครอบด้วยผาน ซึ่งทำด้วยเหล็ก และมีรูเดือยสำหรับเชื่อมต่อด้วยหางยาม หน้าแป้นของหัวหมูจะพลิ้วเพื่อให้ดินพลิกออกด้านข้างด้านซ้าย หางยามหางยาม ทำจากไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะโค้งงอ ด้านล่างมีเดือยสำหรับต่อกับหัวหมู และตรงกลางจะมีรูเดือยสำหรับต่อกับหางยาม ใช้ประโยชน์เพื่อการบังคับหัวหมู ทั้งในด้านทิศทางและความตื้นลึกของการไถ  คราดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เจาะรูสำหรับใส่ซี่คราก ซึ่งทำด้วยไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกัน ถัดจากซี่กลางข้างละ 2 ซี่ จะใช้ซี่ยาวเพื่อทำเป็นคันคราด สำหรับจับเพื่อบังคับการคราด และมีรูเดือยสำหรับเชื่อมต่อกับคันไถ คราดใช้ประโยชน์หลังจากการไถ ทำให้ดินร่วน เล็กลง และทำให้เป็นตม พร้อมที่จะหว่านหรือปักดำต่อไป

เครื่องเบญจรงค์

เครื่องเบญจรงค์การทำเครื่องเบญจรงค์ถือได้ว่าเป็นงานด้านศิลปหัตถกรรมของไทยที่มีมา  ตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นงานของช่างฝีมือที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แสดง ถึงลักษณะเฉพาะของไทย ในปัจจุบันมีการทำกันในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และสามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปเครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่มีการลงสีที่พื้นและลวดลาย เป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภท เซรามิคส์  (Ceramics)  ใช้เนื้อดิน  ประเภทพอร์ซเลน  (Porcelain ware) โดยเป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา    หรือสีผสมเคลือบ  (Enamel) เป็นงานที่มีต้น   กำเนิดในประเทศจีน   ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่  20   ในรัชสมัยพระเจ้าซวนเต๊อะ   (พ.ศ. 1969-1978)  สมัยราชวงศ์หมิง   มีการผลิตครั้งแรก  ในแคว้นกังไซ    มณฑลเจียงซี  (หรือที่คนไทยเรียกว่า  กังไส)  และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยพระเจ้าเฉิงฮั่ว  (พ.ศ. 2008-2030)  การเขียนลายตามแบบของจีนจะใช้ตั้งแต่  3  สีขึ้นไป  มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆกัน  เช่น  อู๋ไฉ่  โต้วไฉ่  เฝินไฉ่  และฝาหลั่งไฉ่  ส่วนที่เป็นของไทยนั้น  จะนิยมลง  5  สีด้วยกัน  คือ  ขาว  เหลือง  ดำ  แดง  เขียว (คราม)  จึงเรียกว่า  เครื่องเบญจรงค์  หรือ  5  สี  โดยทั้ง  5  สีนี้จัดได้ว่าเป็นแม่สีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทย   และในบางครั้งอาจมีการใช้สีมากกว่า  5  สีด้วย เช่น  ชมพู  ม่วง  แสด  และน้ำตาล  ในอดีตใช้การสั่งทำ ที่ประเทศจีนตามความคิดและลวดลายของไทย   การสั่งทำนั้นจะมีช่างของไทยเดินทางไปควบคุมการผลิตเพื่อให้ได้รูปลักษณะที่เป็นแบบไทย  เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ยุคที่  3   ช่วงประมาณรัชสมัย  พระเจ้าปราสาททอง  (พ.ศ. 2173-2198)  และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199-2231)  ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย  โดยเฉพาะใน สมัยพระเจ้าวั่นลี่  และต่อเนื่องจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง  การสั่งทำจากประเทศจีนในสมัยนั้นได้สั่งทำเป็นโถปริก  และโถฝาขนาดกลาง เขียน เป็นลายกนก  ลายพุ่มข้าวบิณฑ์  ลายเทพนม  ลายนรสิงห์  และยังมีที่เป็นลวดลายของจีน  เช่น  ลายเทพนมจีน  (เทวดาท้องพลุ้ย)  มีพื้นสี ต่างๆ  เช่น  เหลือง  ชมพู  ม่วงอ่อน  เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งสั่งทำที่เมืองจิงเต๋อเจิ้น  และจากเตาเผาที่มณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้ง  เครื่องเบญจรงค์ที่สั่งทำจากเมืองจิงเต๋อเจิ้น  มักเป็นของใช้ในราชสำนักเพราะเนื้อดินปั้นละเอียด  แกร่ง  และช่างมี ฝีมือดี  เขียนลายได้ละเอียดสวยงาม  ส่วนเครื่องถ้วยลายน้ำทอง  จะเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่น เดียวกันกับเครื่องเบญจรงค์  แต่จะใช้สีทองที่ทำจากทองคำ  ในอดีตเริ่มต้นมาจากการสั่งทำจากประ เทศจีนเช่นเดียวกัน  โดยลายน้ำทองนี้  นิยมในประเทศจีน  ในสมัยราชวงศ์ชิง  ใน  รัชสมัยของพระเจ้า คังซี  (พ.ศ. 2205-2266)  และพระเจ้าหย่งเจิ้น  (พ.ศ. 2266-2279)  ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งในสมัยนี้มีการสั่งทำเครื่องถ้วยลายน้ำทอง จากประเทศญี่ปุ่นด้วย  เครื่องถ้วยลายน้ำทองได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่  2 แห่งกรุงรัตน โกสินทร์

11. June 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags: ,

ไซ (อุปกรณ์จับปลา)

ไซ (อุปกรณ์จับปลา)ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ โดยมากดักปลาในกลุ่มปลาเล็กปลาน้อย ใช้งานในแหล่งน้ำไม่ลึก มักเป็นแหล่งน้ำไหลและเป็นการเปิดช่องระบายน้ำเข้าออกตามบิ้งนาคันนา ไซมีหลายรูปทรง ตั้งชื่อตามรูปทรงนั้น เช่น ไซปากแตร สานเป็นรูปกรวยปากไซบานออกเป็นรูปปากแตร ไซท่อ สานคล้ายท่อดักปลา หรืออาจตั้งชื่อตามวัตถุประสงค์ เช่น ไซสองหน้า มีช่อง 2 ด้าน ไซลอย ใช้วางลอยในช่วงน้ำตื้น ๆ แหวกกอข้าวหรือกอหญ้า วางแช่น้ำไว้ ไซปลากระดี่ ใช้ดักปลากระดี่ ไซกบ สานเป็นลายขัดตาสี่เหลี่ยมรูปทรงกระบอก ใช้ดักกบ ไซโป้ง สานก้นโป่งเล็กน้อย แม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ที่ต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมกันคือ สานเป็นทรงกระบอกและทำปากทางเข้าเป็นงาแซง (ซี่ไม้เสี้ยมปลายแปลม รูปทรงคล้ายกรวยที่บีบแบน ๆ ทำให้ปลาเข้าได้ แต่ว่ายสวนความคมของปลายไม้ออกมาไม่ได้) ไซต่าง ๆ มักไม่ต้องใช้เหยื่อเพราะจะดักปลาที่ต้องไหลในกระแสน้ำ เว้นแต่ไซกบที่ต้องมีเหยื่ออย่างลูกปลา ลูกปู ไซเป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ได้แก่ปลาต่าง ๆ ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นในอำเภอเลาขวัญ นิยมสานไซไว้สำหรับจับปลา วัสดุที่นำมาจักสานนั้น เป็นไม้ไผ่ซึ่งหาได้ง่ายท้องถิ่น ไซจับปลานั้น มีลักษณะ เล็กยาว มีงาอยู่ด้านใน สำหรับปลาว่ายเข้าไปในไซ แต่ว่ายออกไม่ได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ จะนำไซไปดักปลาตาม บ่อน้ำ หนองน้ำตามคลองที่มีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา จะนำไม้มาปักผูกกับไซ เพื่อไม่ให้ไซ ไหลตามน้ำกลิ้งไปมาเพราะแรงน้ำไหล ไซจะได้อยู่กับที่ ปลาจะว่ายตามน้ำมาและเข้าไซโดยไม่รู้ตัว ชาวบ้านเลาขวัญ จะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ยามว่างงานจะจักสานไซ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและ ขาย

06. June 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags:

บุญบั้งไฟ

บุญบั้งไฟประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ คำว่า “บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า”บั้งไฟ”ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า บั้งหมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น  ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใดๆ ก็ได้ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้ากันได้ ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียม บ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงเรียกว่า บั้งไฟ ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื่อ (ดินปืน) และเอาหมื่อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอกให้ใส่หมื่อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว สำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “บั้งไฟ” ในทัศนะของผู้วิจัย บั้งไฟ คือการนำเอากระบอกไม้ไผ่ เลาเหล็ก ท่อเอสลอน หรือเลาไม้อย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วนที่ช่างกำหนดไว้แล้วประกอบท่อนหัวและท่อนหางเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปจุดพุ่งขึ้นสู่อากาศ จะมีควันและเสียงดัง บั้งไฟมีหลายประเภท ตามจุดมุ่งหมายของประโยชน์ในการใช้สอย

เครื่องโม่แป้ง

เครื่องโม่แป้งเครื่องโม่แป้งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยก่อน สำหรับโม่แป้งทำขนม ทำมาจากหิน ลักษณะทรงกลมในสมัยก่อนแป้งสำเร็จรูปที่ใช้ทำขนมต่าง ๆ ไม่มีขาย ถ้าจะทำขนมที่ทำจากแป้งต้องโม่แป้งด้วยมือ โดยใช้เครื่องโม่แป้ง การโม่แป้งนั้นต้องนำข้าวไปแช่น้ำไว้เป็นกาละมัง ๆ กว่าจะโม่เป็นแป้งละเอียดต้องหมุนโม่กันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แล้วรูที่ใช้หยอดข้าวลงไปในตัวโม่ก็เล็กนิดเดียวใส่ข้าวได้ทีละช้อน สองช้อนเท่านั้น ถ้าหยอดข้าวหลาย ๆ ช้อนลงไปจะได้แป้งที่หยาดไม่ดีไม่ละเอียดขนมก็จะไม่อร่อย ประเภทและลักษณะ เป็นเครื่องบดชนิดหนึ่งที่ทำด้วย หินรูปร่างคล้ายที่สีข้าว มี 2 ส่วน ส่วนบนซึ่งเรียกว่า ลูกโม่นั้น มีมือถือสำหรับหมุนและมีรูสำหรับกรอกเมล็ดพืช เมื่อหมุนลูกโม่จะบดเมล็ดพืชให้ละเอียดและไหลลงสู่ส่วนล่าง ซึ่งมีลักษณะเป็นรางรองรับอยู่และมีช่องเปิดให้สิ่งที่ที่ไม่ไหลลงสู่ภาชนะที่รองรับได้ ประวัติความเป็นมา เครื่องโม่แป้ง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในสมัยก่อน ไว้สำหรับทำเป็นแป้งจากข้าวเจ้า ข้าวเหนียว หรือเมล็ดพืชต่างๆ ที่ต้องการเพื่อไปใช้ทำอาหารหรือขนม ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมใช้งานแล้ว เพราะมีเครื่องโม่แป้งที่เป็นเครื่องไฟฟ้าที่ทำงานได้สะดวกสะรวดเร็วกว่ามาทดแทน รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์แป้งผงสำเร็จรูปจากโรงงานมาให้เลือกใช้ที่ง่ายกว่า วัสดุที่ใช้ หินทราย วิธีทำ การใช้จะมีช่องใส่ข้าวหรือเมล็ดพืช ใช้มือหมุนมือจับด้านบน ระหว่างบดให้ผสมน้ำลงไปด้วยในระหว่างบด ลูกโม่จะบดเมล็ดพืชให้ละเอียด จะได้น้ำแป้งซึ่งจะไหลลงสู่ส่วนล่างที่เป็นปากโดยต้องหาภาชนะมารองรับ บทบาทและหน้าที่ ความสำคัญในอดีตประโยชน์ของภูมิปัญญา ใช้สำหรับโม่เมล็ดข้าว เมล็ดพืชให้ละเอียด จะได้น้ำแป้ง เพื่อนำใช้ทำเป็นแป้งหรือนำไปใช้อย่างอื่นต่อไป

การนวดแผนไทย

การนวดแผนไทยการนวดแผนไทย หรือ นวดแผนโบราณ เป็นการนวดชนิดหนึ่งในแบบไทย ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการยืดเส้น และการกดจุด ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “นวดแผนโบราณ” โดยมีหลักฐานว่านวดแผนไทยนั้นมีประวัติมาจากประเทศอินเดีย และมีการนำเข้ามาในประเทศไทย จากนั้นได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากันกับวัฒนธรรมของสังคมไทย จนเป็นรูปแบบแผนที่เป็นมาตรฐานของไทยและส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน การนวดแผนไทยแบ่งเป็น 2 สาย คือ สายราชสำนักและสายเชลยศักดิ์ การนวดแบบราชสำนัก เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการนวดนี้คือ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในรั้วในวัง ฉะนั้นการนวดจึงถูกออกแบบที่เน้นการใช้นิ้วมือและมือเท่านั้น และท่วงท่าที่ใช้ในการนวดมีความสุภาพเรียบร้อย มีข้อกำหนดในการเรียนมากมาย ผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิชาชีพด้านนี้ จะได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง มีเงินเดือนมียศมีตำแหน่ง การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่ใช้ในระดับชาวบ้านด้วยท่าทางทั่วไป ไม่มีแบบแผนหรือพิธีรีตองในการนวดมากนัก อีกทั้งยังสามารถใช้อวัยวะอื่นๆ เช่น เข่า ศอก เท้า เพื่อช่วยทุ่นแรงในการนวดได้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากการนวดแบบราชสำนักที่เน้นการใช้มือเพียงอย่างเดียว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการนวดไทยที่เก่าแก่ที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบในป่ามะม่วง ซึ่งตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งได้จารึกรูปการรักษาโรคด้วยการนวดไว้ ต่อมาในสมัยอยุธยามีหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการนวดแผนไทยในปี พ.ศ. 1998 ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งหน้าที่ของแพทย์ตามความชำนาญเฉพาะทาง โดยแยกเป็นกรมต่างๆ เช่น กรมแพทยา กรมหมอยา กรมหมอกุมาร กรมหมอนวด กรมหมอตา กรมหมอวัณโรค โรงพระโอสถ นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดศักดินาและดำรงยศตำแหน่งเป็น หลวง ขุนหมื่น พัน และครอบครองที่นาตามยศและศักดินาที่ดำรง ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมาย “นาพลเรือน” ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นยุคที่การนวดไทยรุ่งเรืองมาก โดยปรากฏในจดหมายเหตุของราชทูตจากประเทศฝรั่งเศสชื่อ ลา ลู แบร์ ในปีพ.ศ. 2230 ว่าในกรุงสยามนั้น ถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มทำเส้นสายยืด โดยให้ผู้ชำนาญทางนี้ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้ แล้วใช้เท้าเยียบ กล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก

ลงแขก

ลงแขกลงแขก หมายถึง บอกแขกหลายคนช่วยกันทำการ ลงแขกเกี่ยวข้าว หมายถึง การที่เจ้าของนาจะบอกเพื่อนบ้านให่รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวเมื่อใด และเมื่อถึงวันที่กำหนดเจ้าของนาก็จะต้องปักธงที่ที่นาของตนเพื่อให้เพื่อนบ้านหรือแขกที่รู้จะได้มาช่วยเกี่ยวได้ถูกต้องทั้งนี้เจ้าของนาจะต้องจัดเตรียมอาหาร คาวหวาน สุรา บุหรี่ น้ำดื่ม ไว้รองรับด้วย และในการขณะเกี่ยวข้าวก็จะมีการละเล่นร้องเพลงเกี่ยวข้องระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่สนุกสนานและเพลิดเพลินเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อยได้ ช่วงนี้อิสานบ้านเฮาก็ย่างเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวชาวนา ก็สิเริ่มเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยว ประเพณีอิสานบ้านเฮาอีกย่างหนึ่งคือประเพณี ลงแขกเกี่ยวข้าว หรือ การหา ,การวาน,เพื่อมาช่วยกัน โดยไม่มีค่าจ้าง ลักษณะสิเป็นการแสดงนําใจ ในการช่วยเหลือกัน ซึ่งชาวนาอิสานสิหมุนเวียนช่วยกันไปเรื่อยๆ หลังจากช่วยคนหนึ่งเสร็จ วันต่อไปก็ไปช่วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าของที่นาหลังจากเพื่อนบ้านมาช่วยแล้วก็ สิแต่ งสําหรับ กับข้าว เหล้าไห ไก่ตัว บางที่ก็ร้องรํา ทําเพลงม่วนชื่นกันไปหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้ง วัน เป็นการสังสรรค์ต่างตอบแทน ที่มาช่วยเหลือ ซึ่งการกระทําในลักษณะนี้ ยุควัตถุนิยมสิหาดูยากมาก ทุกวันนี้สิมีแต่การจ้าง ใช้เงินเป็นหลัก บ่อคือรุ่นก่อน สิช่วยกันด้วยใจจริง  คนอีสานส่วนใหญ่ จะเป็นผู้มีน้ำใจไมตรี ดังนั้นในการทำกิจการ งานใดๆ ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะทุกคนต่างมีน้ำใจให้กันและกัน ช่วยงานกันคนละมือละไม้ใช้เวลาไม่นานงานก็สำเร็จลุล่วงไปได้สมปรารถนา การทำงานแบบนี้ คนอีสานเรียกว่า “ลงแขก” การลงแขกในภาคอีสานก็คือการบอกกล่าวขอแรงบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ให้มาช่วยทำงานนั่นเอง งานที่จะลงแขกกันนั้นอาจจะเป็นงานส่วนรวมหรืองานส่วนตัวก็ได้ สำหรับงานส่วนตัวนั้นส่วนมากมักจะเป็นงานใหญ่สุดกำลังคนในครอบครัวจะทำได้ หรืออาจจะเป็นงานหนักแต่จำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว จึงต้องบอกกล่าวให้ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือเพื่อให้งานเสร็จสิ้นไปงานที่มักลงแขก เช่น การลงแขกทำนา ซึ่งมีการลงแขกดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว ลงแขกตีข้าว (นวดข้าว) ลงแขกสร้างบ้าน ลงแขกขุดมัน ลงแขกลอกปอ เป็นต้น

16. May 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags: ,

ครกตำข้าว

ครกตำข้าวครกมอง หรือ ครกกระเดื่อง เป็นครกตำข้าวที่มีพัฒนาจากครกมือ ซึ่งสามารถตำข้าวได้ปริมาณมาก โดยมีส่วนประกอบ คือ ตัวครก แม่มองหรือตัวมอง หัวแม่งมอง เสามอง คานมอง และสากมอง ตัวครก ทำจากไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกันกับการทำครกมือ แต่จะทำจากท่อนไม้กลมยาวพอประมาณ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร เจาะเป็นร่องลึกตรงกลางเหมือนครกทั่ว ๆ ไป ใช้ขวานฟันตรงกลาง นำแกลบใส่เป็นเชื้อและจุดไฟเผา จนได้หลุมครกลึกตามต้องการขัดภายในให้เรียบ จากนั้นจึงนำไปฝังลงในดินให้แน่นให้ระยะจากก้นครกถึงด้านส่วนล่างสุดของไม้ประมาณหนึ่งศอก แม่มองหรือตัวมอง นิยมทำจากไม้สมอไทยเพราะมีเนื้อแข็ง เหนียวและทนทานไม่ให้หักง่ายและแตกง่ายเวลาตอกลิ่นที่หัวแม่มองหรือแรงกระแทกเวลาตำข้าว  แบ่งเป็นสองส่วนคือหัวแม่มองและหางแม่มอง หัวแม่มอง คือส่วนโคนของต้นไม้เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการตำข้าว  การเจาะรูสำหรับใส่สากมอง ควรกะระยะห่างจากหัวแม่มองไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป หัวแม่มอง คือส่วนโคนของต้นไม้เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการตำข้าว  การเจาะรูสำหรับใส่สากมอง ควรกะระยะห่างจากหัวแม่มองไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป หางแม่มอง คือส่วนที่อยู่ปลายของลำต้นและเป็นส่วนที่ใช้เท้าเหยียบเพื่อจะให้แม่มองกระดกขึ้นเวลาตำข้าวหางแม่มองจะบากหรือถากออกเล็กน้อยกันไม่ให้ลื่นดินบริเวณใต้หางแม่มองจะขุดเป็นหลุมเรียกว่าหลุมแม่มอง ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้การตำข้าว ได้ผลดี ถ้าไม่มีหลุมแม่มอหางแม่มองจะยกไว้สูงสากมอง ที่ใช้กับครกมองต้องใช้ให้ถูกกับขั้นตอนข้าว เวลาตำข้าวจะต้องออกแรงมาก เสาแม่มอง จะอยู่ค่อนไปทางหางแม่มองประกอบด้วยเสาสองต้นปักดินให้แน่นเสาแม่มองเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียวและทนทาน เพราะต้องรับแรงเสียดสีจากคานแม่มองทั้งรับน้ำหนักแม่มองและสากมอง ถ้าเสาทำจากไม้ไม่ดีจึงสึกและพังเร็ว คานแม่ เป็นส่วนของไม้ที่สอดเพื่อยึดตัวมองกับเสาแม่มองอยู่ค่อนไปทางหางแม่มอง ซึ่งบางแห่งนิยมทำสลักเพื่อไม่ไห้ตัวมองเลื่อนไปทางใดทางหนึ่ง สากมอง ทำจากไม้ค้อและไม้หนามแท่ง เพราะมีน้ำหนัก เหนียวแข็ง และมัน มีความยาว 60 เซนติเมตร แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ สากตำ มีขนาดเล็กเพื่อให้กระแทรกถึงก้นครกในขณะที่ตำข้าว ทำให้ข้าวจะกระเทาะเปลือกเร็ว สากต่าว มีขนาดใหญ่กว่าสากตำ ใช้ตำข้าวให้เป็นข้าวกล้อง สากซ้อม มีขนาดใหญ่ ใช้ตำเพื่อขัดข้าวในชั้นสุดท้าย  ลิ่มแม่มอง ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เหนียวและทนทาน เพราะได้รับแรงกระแทกอยู่ตลอดเวลา ใช้สำหรับตอกเสริมสากเพื่อยึดสากมองกับแม่มองให้แน่น หากลิ่มไม่แน่นจะทำให้สากหลุดจากหัวแม่มองที่เจาะเป็นรูทะลุ อาจกระเด็นออกไปถูกผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้ได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายได้ หลักจับ เป็นหลักไม้สำหรับผู้ตำข้าวใช้จับพยุงตัวเวลาตำข้าว

กะโซ้ เครื่องสูบน้ำสมัยโบราณ

กะโซ้ เครื่องสูบน้ำสมัยโบราณกะโซ้ สมัยผมยังน้อยได้เอาไปสะปลานำหนองอยู่ บางทีกะเห็นเฒ่าพ่อสะน้ำใส่ตากล้า ใส่ไฮ่นา ทุกมื้อนี้น่าสิบ่มีให้เห็นแล้ว กะโซ้ กะโซ้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิดน้ำออกจากบ่อหรือที่นา ในสมัยก่อนไม่มีเครื่องจักรประเภทเครื่องสูบน้ำการวิดน้ำจากบ่อหรือสระใช้ภาชนะที่มีขนาดจุน้ำให้มากพอสมควรตักออกทิ้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือความล่าช้าและความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อแขน จึงได้มีการคิดประดิษฐ์กะโซ้ขึ้นโดยอาศัยหลักของแรงเหวี่ยง ทำให้สามารถวิดน้ำได้เร็วขึ้น และออกแรงน้อยลง การผลิต  ไม้ไผ่ที่แก่พอควร (ไม้ไผ่กล้า) หวาย ไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ใช้ทำคันกะโซ้ มีด พร้า

วิธีผลิต ใช้ไม้ไผ่ความยาว 80 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร ผ่าเป็นชิ้น ๆ จักเป็นตอกกว้าง 2 เซนติเมตร หนาครึ่งมิลลิเมตร นำมาสานลายสองให้ความกว้างยาวตามต้องการและม้วนกันใส่ขอบ ใช้ถัก ถักรอบขอบ นำคันกะโซ่ ซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ยาวประมาณ 2.50 เมตร มาติดใช้หวายถักมัดและดึงรั้งขอบของกระโซ้ทั้งสองด้านให้หุบเข้าหากัน

วิธีการใช้ โดยทั่วไปสำหรับคนถนัดมือขวาให้ใช้มือซ้ายจับที่คันบริเว๊ณด้านขอบในกระโซ้ มือขวาจับคันด้านนอกตัดน้ำจากที่ต้องการ ใช้มือขวาเป็นแรงส่งเทน้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง หรืออาจใช้วิธีการทำขาหยั่ง 2 ขา สูงจากพื้นดินประมาณ 1.50-2.00 เมตร ขาด้านบนไขว้ทับกัน ด้านล่างถ่างออกให้มึความกว้างมากกว่าตัวของกะโซ้พอสมควร ใช้เชือกผูกขาหยั่งด้านบนตรงกลางห้อยลงมาผูกตรงบริเวณกลางขอบในของกะโซ่ ผู้ใช้ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ปลายคันของกระโซ้ปักดิ่งลงไปตัดน้ำแล้วเหวี่ยงเททิ้งไปข้างหน้า วิธีนี้จะผ่อนแรงกว่าวิธีแรกมาก