ครกตำข้าว

ครกตำข้าวครกมอง หรือ ครกกระเดื่อง เป็นครกตำข้าวที่มีพัฒนาจากครกมือ ซึ่งสามารถตำข้าวได้ปริมาณมาก โดยมีส่วนประกอบ คือ ตัวครก แม่มองหรือตัวมอง หัวแม่งมอง เสามอง คานมอง และสากมอง ตัวครก ทำจากไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกันกับการทำครกมือ แต่จะทำจากท่อนไม้กลมยาวพอประมาณ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร เจาะเป็นร่องลึกตรงกลางเหมือนครกทั่ว ๆ ไป ใช้ขวานฟันตรงกลาง นำแกลบใส่เป็นเชื้อและจุดไฟเผา จนได้หลุมครกลึกตามต้องการขัดภายในให้เรียบ จากนั้นจึงนำไปฝังลงในดินให้แน่นให้ระยะจากก้นครกถึงด้านส่วนล่างสุดของไม้ประมาณหนึ่งศอก แม่มองหรือตัวมอง นิยมทำจากไม้สมอไทยเพราะมีเนื้อแข็ง เหนียวและทนทานไม่ให้หักง่ายและแตกง่ายเวลาตอกลิ่นที่หัวแม่มองหรือแรงกระแทกเวลาตำข้าว  แบ่งเป็นสองส่วนคือหัวแม่มองและหางแม่มอง หัวแม่มอง คือส่วนโคนของต้นไม้เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการตำข้าว  การเจาะรูสำหรับใส่สากมอง ควรกะระยะห่างจากหัวแม่มองไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป หัวแม่มอง คือส่วนโคนของต้นไม้เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการตำข้าว  การเจาะรูสำหรับใส่สากมอง ควรกะระยะห่างจากหัวแม่มองไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป หางแม่มอง คือส่วนที่อยู่ปลายของลำต้นและเป็นส่วนที่ใช้เท้าเหยียบเพื่อจะให้แม่มองกระดกขึ้นเวลาตำข้าวหางแม่มองจะบากหรือถากออกเล็กน้อยกันไม่ให้ลื่นดินบริเวณใต้หางแม่มองจะขุดเป็นหลุมเรียกว่าหลุมแม่มอง ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้การตำข้าว ได้ผลดี ถ้าไม่มีหลุมแม่มอหางแม่มองจะยกไว้สูงสากมอง ที่ใช้กับครกมองต้องใช้ให้ถูกกับขั้นตอนข้าว เวลาตำข้าวจะต้องออกแรงมาก เสาแม่มอง จะอยู่ค่อนไปทางหางแม่มองประกอบด้วยเสาสองต้นปักดินให้แน่นเสาแม่มองเป็นไม้เนื้อแข็งเหนียวและทนทาน เพราะต้องรับแรงเสียดสีจากคานแม่มองทั้งรับน้ำหนักแม่มองและสากมอง ถ้าเสาทำจากไม้ไม่ดีจึงสึกและพังเร็ว คานแม่ เป็นส่วนของไม้ที่สอดเพื่อยึดตัวมองกับเสาแม่มองอยู่ค่อนไปทางหางแม่มอง ซึ่งบางแห่งนิยมทำสลักเพื่อไม่ไห้ตัวมองเลื่อนไปทางใดทางหนึ่ง สากมอง ทำจากไม้ค้อและไม้หนามแท่ง เพราะมีน้ำหนัก เหนียวแข็ง และมัน มีความยาว 60 เซนติเมตร แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ สากตำ มีขนาดเล็กเพื่อให้กระแทรกถึงก้นครกในขณะที่ตำข้าว ทำให้ข้าวจะกระเทาะเปลือกเร็ว สากต่าว มีขนาดใหญ่กว่าสากตำ ใช้ตำข้าวให้เป็นข้าวกล้อง สากซ้อม มีขนาดใหญ่ ใช้ตำเพื่อขัดข้าวในชั้นสุดท้าย  ลิ่มแม่มอง ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เหนียวและทนทาน เพราะได้รับแรงกระแทกอยู่ตลอดเวลา ใช้สำหรับตอกเสริมสากเพื่อยึดสากมองกับแม่มองให้แน่น หากลิ่มไม่แน่นจะทำให้สากหลุดจากหัวแม่มองที่เจาะเป็นรูทะลุ อาจกระเด็นออกไปถูกผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้ได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายได้ หลักจับ เป็นหลักไม้สำหรับผู้ตำข้าวใช้จับพยุงตัวเวลาตำข้าว

กะโซ้ เครื่องสูบน้ำสมัยโบราณ

กะโซ้ เครื่องสูบน้ำสมัยโบราณกะโซ้ สมัยผมยังน้อยได้เอาไปสะปลานำหนองอยู่ บางทีกะเห็นเฒ่าพ่อสะน้ำใส่ตากล้า ใส่ไฮ่นา ทุกมื้อนี้น่าสิบ่มีให้เห็นแล้ว กะโซ้ กะโซ้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิดน้ำออกจากบ่อหรือที่นา ในสมัยก่อนไม่มีเครื่องจักรประเภทเครื่องสูบน้ำการวิดน้ำจากบ่อหรือสระใช้ภาชนะที่มีขนาดจุน้ำให้มากพอสมควรตักออกทิ้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือความล่าช้าและความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อแขน จึงได้มีการคิดประดิษฐ์กะโซ้ขึ้นโดยอาศัยหลักของแรงเหวี่ยง ทำให้สามารถวิดน้ำได้เร็วขึ้น และออกแรงน้อยลง การผลิต  ไม้ไผ่ที่แก่พอควร (ไม้ไผ่กล้า) หวาย ไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ใช้ทำคันกะโซ้ มีด พร้า

วิธีผลิต ใช้ไม้ไผ่ความยาว 80 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร ผ่าเป็นชิ้น ๆ จักเป็นตอกกว้าง 2 เซนติเมตร หนาครึ่งมิลลิเมตร นำมาสานลายสองให้ความกว้างยาวตามต้องการและม้วนกันใส่ขอบ ใช้ถัก ถักรอบขอบ นำคันกะโซ่ ซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ยาวประมาณ 2.50 เมตร มาติดใช้หวายถักมัดและดึงรั้งขอบของกระโซ้ทั้งสองด้านให้หุบเข้าหากัน

วิธีการใช้ โดยทั่วไปสำหรับคนถนัดมือขวาให้ใช้มือซ้ายจับที่คันบริเว๊ณด้านขอบในกระโซ้ มือขวาจับคันด้านนอกตัดน้ำจากที่ต้องการ ใช้มือขวาเป็นแรงส่งเทน้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง หรืออาจใช้วิธีการทำขาหยั่ง 2 ขา สูงจากพื้นดินประมาณ 1.50-2.00 เมตร ขาด้านบนไขว้ทับกัน ด้านล่างถ่างออกให้มึความกว้างมากกว่าตัวของกะโซ้พอสมควร ใช้เชือกผูกขาหยั่งด้านบนตรงกลางห้อยลงมาผูกตรงบริเวณกลางขอบในของกะโซ่ ผู้ใช้ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ปลายคันของกระโซ้ปักดิ่งลงไปตัดน้ำแล้วเหวี่ยงเททิ้งไปข้างหน้า วิธีนี้จะผ่อนแรงกว่าวิธีแรกมาก

โปงไม้

โปงไม้โปงไม้ จะพบเห็นได้ตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน โปงมีขนาดใหญ่หรือเล็กแตกต่างกัน ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้หมากหาด ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ประโยชน์ ใช้ตีหรือกระทุ้ง บอกเวลาเช้า เวลาเย็น เช่นพระสงฆ์ตีโปงเพื่อจะออกรับบิณฑบาตร หรือตีโปงเพื่อพระสงฆ์ลงอุโบสถ จึงนับได้ว่า โปงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมพระพุทธศาสนา โปง คือเครื่องมือที่ใช้เพื่อเป็นสัญญาณสื่อถึงกิจกรรมของพระสงฆ์ ซึ่งจะมีสองกิจกรรมในช่วงเช้าและช่วงเย็น ในตอนเช้าตีโปงเมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต เรียกว่าโปงเช้า และในตอนเย็นตีโปงเมื่อพระภิกษุลงอุโบสถเพื่อไหว้พระสวดมนต์ในตอนเย็น เรียกว่าโปงแลง ดังนั้นหน้าที่รองของสัญญาณโปงจึงทำให้คนในชุมชนที่อยู่ใกล้วัดนั้นได้ทราบถึงเวลาด้วย และอาจมีการใช้ตีเพื่อรวมคนหรือตีเพื่อเป็นสัญญาณบอกเหตุผิดปกติต่าง ๆ ในชุมชนก็ได้ โปงมีรูปร่างคล้ายระฆังทรงตรงขนาดใหญ่ ทำจากโลหะหรือไม้ก็ได้ หากทำจากไม้จะใช้ไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้ประดู่ส่วนใหญ่จะมีความยาวประมาณ 2 เมตร ส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร มีหูสำหรับแขวนไว้บนคานไม้การทำโปงจะเริ่มจากหาไม้เนื้อแข็งที่ไม่มีโพรง และไม่มีแมลงเจาะ ไม้ที่ใช้อาจจะเป็นไม้หมากหาด ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ เป็นต้น นำไม้เนื้อแข็งที่ได้ไปถากให้เป็นรูปทรงโปง แล้วเจาะภายในเนื้อไม้ให้เป็นโพรงแล้วทำหูโปงสำหรับแขวนกับหลักหรือคานไม้ถ้าต้องการให้มีเสียงกังวาน จะต้องขุดแต่งโพรงให้เป็นทรงกรวยสอบขึ้นไปจนทะลุหัวโปงเป็นรูเล็ก ๆ ที่เรียกว่า รูแพ นอกจากนี้การแขวนโปงควรแขวนให้ห่างจากพื้นดินประมาณ 1 คืบ ฝังหม้อหรือไหไว้ในดิน ให้ตรงกับปากโปง ซึ่งจะช่วยเป็นตัวสะท้อนเสียงของโปง ทำให้มีความดังมากขึ้นกว่าเดิมที่บ้านคอนสาย ตำบลทราบมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากจะมีชื่อเสียงในการทำฆ้องแล้ว ก็ยังสามารถทำโปงไม้ไว้สำหรับขายไปทั่วประเทศด้วย

02. May 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags:

ผ้าแพวา หรือ แพรวา

ผ้าแพวา หรือ แพรวาแพวา ผ้าชนิดหนึ่งใช้ห่มเฉียงไหล่ คลุมไหล่ คล้ายผ้าสไบ ผู้หญิงชาวผู้ไทใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น เทศกาลงานบุญประเพณีหรืองานพิธีสำคัญ  ชาวผู้ไทนิยมทอคู่กันกับผ้าแพรมนหรือผ้าแพมน  ซึ่งเป็นผ้าที่มีขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  ผ้าแพมนนิยมทอด้วยวิธีจกเช่นเดียวกับแพวา  และใช้เช่นเดียวกับผ้าเช็ดหน้าทั่ว ๆ ไป บางท้องถิ่นใช้เป็นผ้าคลุมศรีษะนาคก่อนอุปสมบท การทอผ้าแพรว่านั้น มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการทอผ้าจก คือใช้มือจก ยกเส้นด้ายยืน แล้วสอดด้ายสีไปตามลายผ้าที่ต้องการ ลวดลายของแพรวามีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดอีสานอยู่บ้าง ที่แตกต่างกันก็มี ความหลากหลายของสีสันในแต่ละลวดลายนั้นน้อยกว่าผ้าจกของชาวไทยพวนหรือไทยยวน แต่มีลักษณะรวมกันคือลายหลักมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมแปียกปูน (อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของลายผ้า) ลวดลายของแพรวานั้นมีความหลากหลายพอๆ กับลายผ้าแบบอื่น ขึ้นกับความคิดสร้างสรรค์ของช่างทอนั่นเอง ลานหลักๆ ก็เช่น ลายนาคสี่แขน ช่อขันหมาก ดาวไต่เครือ และมีลายแถบ เช่น ดอกดาวหมู่ ดอกแปดขอ เป็นต้น ในผืนหนึ่งๆ จะลวดลายนับสิบลาย การทอผ้าแพรวาปัจจุบันได้รับการส่งเสริมจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้มีการสืบทอดศิลปะการทอผ้าแพรวาแพร่หลายมากขึ้น จึงมีความพยายามผลิตผ้าให้ผู้คนได้ซื้อหลากหลายทั้งในด้านลวดลาย สีสัน และยังใช้วิธียกเขา เพื่อความรวดเร็ว แทนที่จะใช้นิ้วยกด้ายสอดเช่นเดิม ความประณีตของลวดลายจึงลดลงไป เนื่องจากการยกเขานั้นเหมือนการทำพิมพ์ที่จะต้องปรากฏลายซ้ำๆ เป็นช่วงๆ ความสวยงามของผ้านั้นอยู่ที่ความประณีตของการทอ ความสม่ำเสมอของลวดลาย ไม่หลุดตกบกพร่อง หรือขาด หากทอด้วยมือทั้งผืน ความสม่ำเสมอของลวดลายจะน้อยกว่าการใช้เขาเก็บลาย แต่ลวดลายจะมีความอ่อนช้อย แน่น ไม่โปร่ง ด้านหลังของผ้ามีความเป็นระเบียบ ไม่โยงเส้นด้ายยาวเกินไป และใช้สีสันที่หลากหลายกว่าปัจจุบันมีการส่งเสริมการทอผ้าแพรวาในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ หลายแห่งในภาคอีสาน โดยใช้เส้นไหมจากโรงงาน

27. April 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags:

untitled34ผ้าไทย เป็นหนึ่งภูมิปัญญาไทยที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ และเพื่อขานรับกระแสกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น กลุ่มจังหวัดล้านนา 8 จังหวัดจึงจัดงาน “แต่งสี อวดลาย ผ้าไทยล้านนา” เพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเข้าสู่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นด้วยการนำผ้าทอพื้นเมืองของทั้ง 8 จังหวัดล้านนา ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน มาจัดแสดงและจัดจำหน่ายควบคู่ไปด้วยกัน

1.เริ่มที่ผ้าไหมยกดอก จากจังหวัดลำพูน มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดลำพูน ซึ่งมีความละเอียด สวยงาม เนื้อผ้าละเอียด ประณีต สวยงาม ใช้ได้นาน สามารถนำไปตัดเย็บได้ตามต้องการ เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษ เป็นวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้าไหมยกดอกที่มีลวดลายสวยงามแปลกตา วิจิตรบรรจง ที่พระองค์ทรงเรียนรู้จากภาคกลาง กระทั่งการทอผ้าไหมยกดอกเผยแพร่ไปสู่สาธารณชนทั่วไป โดยใช้ระยะเวลาในการทอประมาณ 7-21 วันต่อ 1 ชิ้น

2.ผ้าทอสร้อยดอกหมาก จังหวัดลำปาง เป็นลายที่ผันคำมาจากลายดอกพร้าว หรือมะพร้าวนั่นเอง โดยในอดีตนั้นทอผ้าเพื่อไว้ใส่เองหรือทำแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการพระราชดำรัสของในหลวง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจว่าคนอื่นทำได้ก็ควรจะแลกกับเราที่ทำไม่ได้ ชาวบ้านจึงคิดค้นพัฒนาลายผ้าที่นอกเหนือจากลายสร้อยดอกหมาก เช่น ลายพิกุลทอง ราชวัตร เกล็ดเต่า พริกไทย เกล็ดหมาก และล่าสุดคือลายเม็ดฝนขึ้น

3.ผ้าทอกะเหรี่ยง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เริ่มต้นจากการที่สตรีชาวกะเหรี่ยงถ่ายทอดภูมิปัญญากระบวนการผลิตผ้าทอแก่ลูกสาววัย 12-15 ปี เริ่มจากแบบง่ายๆ ฝึกฝนจนชำนาญ และสามารถออกแบบลวดลายด้วยตนเองได้ ส่วนลวดลายนั้นมีเรื่องเล่าสืบมาว่าได้มาจากลายหนังงูใหญ่ ซึ่งเป็นคู่รักในอดีตของหญิงสาวชาวกะเหรี่ยง โดยงูจะเปลี่ยนลายทุกวัน และหญิงสาวจะทอผ้าตามลายที่ปรากฏ 7 วัน 7 ลาย แต่ลายที่นิยมนำมาทอและปักมี 4 ลาย คือ โยห่อกือ เกอเป่ เผลอ ฉุ่ยข่อลอ ลายทีข่า ปัจจุบันยังคงมีลายที่นิยมทอคือ เกอแนเดอ หรือลายรังผึ้ง และเซอกอพอหรือลายดอกมะเขือ

ผ้าซิ่น

ผ้าซิ่นซิ่น เป็นผ้านุ่งของผู้หญิง มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ทั้งขนาด การนุ่ง และลวดลายบนผืนผ้า ผ้าซิ่นนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของหญิงไทย ในสมัยโบราณ การทอผ้าเป็นงานในบ้าน ลูกผู้หญิงมีหน้าที่ทอผ้า แม่จะสั่งสอนให้ลูกสาวฝึกทอผ้าจนชำนาญ แล้วทอผ้าผืนงามสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน งานบวช หรืองานบุญประเพณีต่าง ๆ การนุ่งผ้าซิ่นของผู้หญิงจึงเป็นเหมือนการแสดงฝีมือของตนให้ปรากฏ ผ้าซิ่นที่ทอได้สวยงาม มีฝีมือดี จะเป็นที่กล่าวขวัญและชื่นชมอย่างกว้างขวาง ผ้าซิ่นของไทยมักจะแบ่งได้เป็นสองลักษณะ อย่างแรกคือ ผ้าซิ่นสำหรับใช้ทั่วไป มักจะไม่มีลวดลาย ทอด้วยผ้าฝ้ายหรือด้ายโรงงาน (ในสมัยหลัง) อาจใส่ลวดลายบ้างเล็กน้อยในเนื้อผ้า อีกอย่างหนึ่ง ผ้าซิ่นสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษมักจะทอด้วยความประณีตเป็นพิเศษ มีการใส่ลวดลาย สีสันงดงาม และใช้เวลาทอนานนับแรมเดือนขนาดและลักษณะของผ้าซิ่นนั้นขึ้นกับฝีมือ รสนิยม ขนบการทอในแต่ละท้องถิ่น และยังขึ้นกับขนาดของกี่ทอด้วย การทอผ้าด้วยกี่หน้าแคบ จะได้ผ้าที่แคบ ผ้าซิ่นสำหรับใช้จริงจึงต้องนำมาต่อเป็นผืนให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ผ้าซิ่นในปัจจุบันจะทอด้วยกี่หน้ากว้าง ไม่ต้องต่อผืนอย่างในสมัยโบราณอีกต่อไป ผ้าซิ่นส่วนมาก มีโครงสร้างคล้ายกัน คือ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่หัวซิ่น เป็นส่วนบนสุดของซิ่น ไม่นิยมทอลวดลาย บางแห่งใช้ผ้าขาวเย็บเป็นหัวซิ่น และเหน็บพกไว้ มองไม่เห็นจากภายนอกตัวซิ่น เป็นส่วนหลักของซิ่น อาจมีการทอลวดลายบ้างเล็กน้อยในลักษณะของลวดลายที่กลมกลืน ไม่ใช่ลายเด่น มักเป็นสีเดียวตลอดตีนซิ่น เป็นส่วนสุดของซิ่น ในบางท้องถิ่นนิยมทอลวดลายเป็นพิเศษ สำหรับตีนซิ่นโดยเฉพาะ แคบบ้าง กว้างบ้าง เช่น ซิ่นตีนจก ขณะที่ซิ่นของชาวอีสาน จะใส่ตีนซิ่นแคบ ๆ

กระด้ง

กระด้งกระด้ง หรือ ด้ง เป็นภาชนะจักสาน มีลักษณะแบนขอบกลม มีหลายขนาด นิยมใช้ในการฝัด ร่อน หรือตากสิ่งของวัสดุหลักที่ใช้ทำด้ง ได้แก่ ไม้ไผ่และหวาย ไม้ไผ่ที่นิยมใช้เป็นไม้ไผ่สุกมากกว่าไม้ไผ่ชนิดอื่นเพราะมีความเหนียวและคงทนกว่าส่วนหวายจะใช้หวายน้ำและหวายขลิงมากกว่าหวายชนิดอื่น เพราะมีความเหนียวมากและโอกาสที่ตัวมอดไชมีน้อย รูปร่าง ของกระด้งมี 2 ลักษณะคือ รูปร่างกลม เรียกว่า ด้งมอน มีขนาดของตอกกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร รูปร่างกลมรีเหมือนรูปไข่ ซึ่งด้านหนึ่งกระด้ง ทำมาจากไม้ไผ่โดยการทำเป็นตอกแล้วเอามาจักสาน ลักษณะแบนกลม มีขอบสูงขึ้นมาเล็กน้อย เรียกว่า ขอบกระด้ง มีหลากหลายขนาดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ กระด้งนอกจากจะใช้แยกเปลือกกับเมล็ดแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เช่น ใช้ตากปลา ใช้รองสำรับข้าว หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ใช้จะนำไปใช้  กระด้ง เป็นภาชนะใช้สำหรับฝัดข้าวเพื่อแยกเอาเศษผงฝุ่น แกลบ ออกจากเมล็ดข้าว หรือเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นที่มีเปลือก ซึ่งเป็นการคัดแยกระหว่างข้าว หรือเมล็ด และเปลือกออกจากกัน โดยชาวนาจะนำข้าวที่ตำแล้ว วางใส่ไว้ในกระด้งและทำการฝัดโดยใช้มือทั้งสองข้างจับขอบปากกระด้ง แล้วทำการร่อน โดยให้กระด้งขึ้นลงเพื่อฟัดเศษหรือเปลือกข้าวก็จะปลิวตามแรงลม เนื่องจากน้ำหนักเบามาก จะได้เมล็ดที่มีน้ำหนักหล่นที่กระด้ง การทำกระด้งสารพัดประโยชน์ เป็นการประยุกต์ใช้ไม้ไผ่ให้เป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และนำไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้อีกทั้งยังรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านให้สืบทอดต่อไป

11. April 2013 · Comments Off · Categories: Uncategorized · Tags: ,

เตาฟืน

เตาฟืนเตาฟืน ใช้เป็นที่ก่อไฟสำหรับตั้งหุงข้าวและทำอาหาร การทำเตาฟืนในสมัยก่อนมีลักษณะคล้าย เช่น การใช้ก้อนดินวางเป็นเส้า 3 ก้อน ใช้หม้อวางก็เป็นอันว่าใช้ได้ ต่อมาประดิษฐ์ที่วางหม้อให้สวยงามขึ้น โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อน ปลายเรียวโค้งเข้าหากัน ตากดินให้แห้งใช้ทำเป็นก้อนเส้า การใช้ก้อนเส้าเป็นเตาฟืน มักหุงข้าและทำอาหารตามใต้ถุนบ้าน ไม่สามารถยกขึ้นไปทำบนบ้านได้ เพราะไฟจะไหม้พื้นกระดาน จึงได้คิดฐานดินรองรับก้อนเส้า โดยหมักดินเหนียวกับแกลบ หรือรำหยาบไว้ประมาณ 7 วัน ทำโครงไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร ใช้ดินที่หมักใส่ไปในโครงไม้ให้ ดินหมักแผ่ราบเรียบไปกับแบบโครงไม้นั้น ความหนาของดินประมาณ 10 เซนติเมตร ตากดินหมักให้แห้งเพื่อนำไปใช้เป็นรองก้อนเส้า โครงไม้ดังกล่าวนี้เรียกว่า “แม่สีไฟ”หลังจากการใช้เตาฟืนชนิดก้อนเส้า 3 ก้อนตั้งแล้ว ก็มาใช้เตาฟืนชนิดปั้นด้วยดินหมักเป็นรูปวงกลม มีปากช่องว่างสำหรับใส่ฟืนได้สะดวก เจาะรูระบายอากาศรอบ ๆ ด้าน ช่วงด้านบนใช้วางหม้อ หากใช้หุงต้มบนบ้านต้องใช้โครงไม้แผ่นดินหมักอัดรองเป็นพื้นฐานเช่นกัน เตาชนิด ใช้เส้า และเตาวงหรือเตารูปวงกลมจะใช้ฐานดินรองคนละชิ้นส่วน โดยไม่ปั้นดินให้เชื่อมติดกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้นจึงมีผู้คิดทำเตาฟืนให้ที่รองรับก้นหม้อกับฐานแผ่น ดินหมัก เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นเชื่อมติดกันรองกับก้นหม้อที่วางหม้อทำเป็นรูปวงกลม ปล่องสูงประมาณ 20 เซนติเมตร มีช่องด้านหน้าเปิดสำหรับใส่ฟืนได้ เตาวงวางหม้อหนาเหล็กโค้งเป็น วงกลม ใช้ดินพอกเพื่อจะได้รับน้ำหนักได้มากขึ้น ปัจจุบันเตาฟืนดังกล่าวนี้หาดูได้ยากในพื้นบ้าน เพราะมีการใช้ไฟฟ้าและแก๊สเข้ามาแทน จึงจะเห็นแต่เตาไฟฟ้าและเตาแก๊สแทนเตาฟืนในอดีต

 

หม้อดิน

หม้อดินหม้อดิน เป็นภาชนะที่คนไทยใช้หุงต้มมาเป็นเวลานานแล้ว นับตั้งแต่ครั้งบรรพชนจนถึงปัจจุบัน หลังจากที่มีผู้ผลิตหม้อหุงข้าวที่ทำด้วยโลหะออกขาย หม้อดินจึงหมดความนิยมลง ถึงอย่างไรก็ตามผู้ที่มีฐานะดีเท่านั้นที่จะนิยมหม้อโลหะเหล่านั้น แต่หม้อดินแบบดั้งเดิมนี้ยังเป็นที่นิยมของคนยากจนอยู่ตลอดไป จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในท้องที่ชนบทห่างไกลความเจริญไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง และยังใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงอยู่ หม้อดิน เป็นภาชนะที่เหมาะกับเตาฟืนอย่างยิ่ง เพราะความเค็มของเขม่าไฟไม่เป็นอันตรายกับหม้อดินเลยแม้แต่น้อย กลับจะทำให้ข้าวสุกในหม้อนั้นมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น เปลวไฟและเขม่าจากเตาฟืนจะแลบเลียตั้งแต่ก้นหม้อไปจนถึงตัวหม้อข้าว ทำให้หม้อซึ่งมีเป็นดินสีแดงเปลี่ยนเป็นสีค่อย ๆ ดำขึ้น แม่ครัวที่รักษาความสะอาด จะใช้ผ้าขี้ริ้วสำหรับเช็ดหม้อ ชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดขัดถูจนข้างหม้อข้าวดินนี้เป็นเงามันสะอาดและสวยงาม หม้อใบหนึ่ง ๆ มีความทนทานใช้หุงข้าวได้หลายปี การใช้หม้อดินต้องเบามือ เพราะถ้ากระทบกับของแข็งแรง ๆ จะแตกง่าย สาเหตุที่ทำให้หม้อแตกได้แก่ การจับถือไม่มั่นคง พลาดหลุดมือก็แตก และการใช้ทัพพีโลหะคดข้าว ถ้าออกแรงมาก ๆ พลาดไปโดนข้างหม้อข้าวแรง ๆ อาจทำให้หม้อแตกได้ทั้งนี้เพราะหม้อดินมีเนื้อบาง เพื่อจะได้ร้อนเร็วเวลาหุงข้าว คนโบราณจึงมักใช้กระจ่าสำหรับคดข้าว เพราะกระจ่าทำด้วยกะลามะพร้าว มีด้ามไม้ น้ำหนักเบากว่า ไม่ทำให้หม้อแตกง่ายนัก หม้อดินสำหรับหุงข้าวมีรูปทรงโดยเฉพาะ กล่าวคือ ลักษณะกลมป่องตอนส่วนล่างมีคอคอดทางส่วนบน และมีปากเป็นเชิงผายออกเพื่อรองรับฝาละมีที่ปิดได้อย่างมิดชิดและเหมาะสม ขนาดของปากหม้อมีขนาดเล็กกว่าส่วนก้นหม้อ เพื่อสะดวกในการรินน้ำออกเวลา “เช็ดน้ำข้าว” หม้อหุงข้าวดินเผานี้จะมีเนื้อดินบางเป็นพิเศษกว่าภาชนะที่ทำด้วยดินอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะยิ่งบางความร้อนในการหุงต้มจะดีและไม่เปลืองเชื้อเพลิง ช่างปั้นหม้อจะมีวิธีทำให้เนื้อดินบางโดยการตีด้วยหิน ด้านในของผนังหม้อในขณะที่หม้อยังเป็นดินหมาด ๆ อยู่เรียกว่า “ ตีหม้อ ” หม้อที่ราคาแพงและคุณภาพดีจะมีเนื้อละเอียดบางและขัดผิดภาพนอกเป็นมันเงา แหล่งผลิตหม้อดินเผาที่มีชื่อเสียงในภาพกลาง ได้แก่ บางตะนาวศรี ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประโยชน์ของหม้อดินเผา นอกจากใช้หุงข้าวแล้ว ยังใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เช่น ต้มยาไทยหรือใส่แกงเลี้ยงคนจำนวนมากเวลามีงาน เช่น แกงบอน, น้ำพริก น้ำยา สำหรับรับประทานกับขนมจีน

 

 

กระต่ายขูดมะพร้าว

กระต่ายขูดมะพร้าวกระต่ายขูดมะพร้าว บางพื้นบ้านเรียกว่า กระต่ายขูด หรือเหล็กขูดก็มี ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขูดมะพร้าวที่ยังไม่ได้กระเทาะเปลือกออก การเรียกชื่อกระต่ายขูดมะพร้าวอาจเนื่องมาจาก ฟันที่ใช้ขูดเนื้อมะพร้าวมีลักษณะเป็นซี่ยาวเหมือนฟันกระต่าย ประกอบกับการทำโครงไม้ซึ่งใช้เสียบฟันขูดและนั่งเวลาขูดมะพร้าว มักทำเป็นตัวกระต่ายมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น แม้ว่าจะมีการประดิดประดอยโครงไม้เป็นตัวแมว สุนัข นก หนู สิงห์ เต่า ตะกวด ก็ตาม ชาวบ้านจะเรียกรวมว่า “กระต่ายขูดมะพร้าว” ผู้สูงอายุเล่าว่า เดิมทีเดียวการขูดเนื้อมะพร้าวคั้นกะทิ จะใช้ช้อนทำจากกะลามะพร้าวขูดให้เป็นฝอย ต่อมาทำเป็นฟันซี่โดยรอบ บางแห่งใช้ซีกไม้ไผ่บากรอยเป็นซี่สำหรับขูดมะพร้าว จนกระทั่งเมื่อมีการใช้เหล็กมาทำของใช้ในครัวเรือน จึงได้ตีเหล็กแผ่นบาง ๆ ตัดรูปโค้งมน ใช้ตะไบถู ทำซี่ละเอียดปลายเหล็กคมเรียกว่า “ฟันกระต่าย” นำส่วนเหล็กขูดฟันกระต่ายนี้ไปประกบหรือเข้าเดือยกับรูปตัวสัตว์ที่เตรียมไว้ วิธีการขูดมะพร้าวของชาวบ้านจะขูดเบา ๆ ไม่กดแรงเกินไป เพราะจะทำให้คั้นกะทิยาก หากขูดเบา ๆ แล้วเนื้อมะพร้าวจะเป็นฝอยละเอียด คั้นน้ำกะทิง่ายและได้ปริมาณมากกว่าด้วย ปกติการขูดมะพร้าวใช้ปรุงอาหารเฉพาะครอบครัวต้องขูดในระหว่างเตรียมอาหารขณะนั้น ไม่นิยมขูดเนื้อมะพร้าวไว้ล่วงหน้านาน ๆ เพราะจะทำให้เนื้อมะพร้าวเหม็นบูด ถ้ามีการทำบุญเลี้ยงพระ งานบวช งานแต่งงาน หรืองานศพ ชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกันจะมาช่วยขูดมะพร้าวไว้จำนวนมาก เมื่อใช้ปรุงอะไรก็หยิบใช้ได้ทันที อาหารคาวหวานอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับกะทิมะพร้าวด้วย หากมีกะทิมันหรือที่เรียกว่า “แก่กะทิ” คือ คั้นกะทิปรุงอาหาร ชาวบ้านจะชอบเพราะมีรสดี นั่นเอง การขูดมะพร้าวโดยใช้กระต่ายขูดนับวันจะน้อยลง เพราะมีเครื่องมือขูดมะพร้าวชนิดใช้มือหมุน และแรงเครื่องยนต์เข้ามาแทนที่ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ค่อยทำโครงไม้เป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นอีก เพราะไม่มีเวลาประดิดประดอย เพียงแต่ใช้เหล็กแผ่น ๆ ทำเป็นเหล็กขูด และมีขาตั้งพื้นเชื่อมติดเป็นแผ่นเดียวกันเท่านั้น